Author Archives: admin

เที่ยวอิสตันบูล “ตุรกี”

 

อิสตันบูล เดิมชื่อคอนสแตนติโนเปิล เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศตุรกี ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบบอสฟอรัส ซึ่งทำให้อิสตันบูลเป็นเมืองสำคัญเพียงเมืองเดียวในโลก ที่ตั้งอยู่ใน 2 ทวีป คือ ทวีปยุโรป ตั้งอยู่ฝั่ง Thrace ของบอสฟอรัส และทวีปเอเชีย ตั้งอยู่ฝั่งอานาโตเลีย ในปี 2007 อิสตันบูลมีประชากรประมาณ 11,372,613 คน

%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a5-%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b5

คำว่า อิสตันบูล มาจากภาษากรีก แปลว่า “ในเมือง” หรือ “ของเมือง” ในอดีต อิสตันบูลเป็นเมืองสำคัญของชนเผ่าจำนวนมากในบริเวณนั้น จึงส่งผลให้อิสตันบูลมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป เช่น ไบแซนไทน์, คอนสแตนติโนเปิล, สแตมโบล, อิสลามบูล เป็นต้น

ศูนย์กลางนครอิสตันบูลอยู่ในบริเวณสุลต่านอะห์เม็ต ซึ่งเป็นเมืองเก่า เป็นที่ตั้งของพระราชวัง โบสถ์คริสต์  มัสยิดอิสลาม โบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ อาคารแบบออตโตมันและแบบยุโรป ยังคงไว้ซึ่งบรรยากาศของวัฒนธรรมที่หลากหลายของอารยธรรมไบแซนไทน์ และออตโตมัน

ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวของอิสตันบูลก็มีมากมาย ผสมผสานกันในรูปแบบของหลากหลายวัฒนธรรม

พิพิธภัณฑ์อะยาโซเฟีย เดิมเคยเป็นโบสถ์ของคริสต์ศาสนา นิกายออร์โธดอกส์ ต่อมาถูกเปลี่ยนเป็นสุเหร่า และในปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์อะยาโซเฟียเป็นสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ ที่สุดแห่งหนึ่ง และมักถูกจัดให้อยู่ในรายการสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง จุดเด่นอยู่ที่ ยอดโดมขนาดมหึมากลางวิหาร และนับเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของสถาปัตยกรรมไบแซนไทน์

อุโมงค์ส่งน้ำเยเรบาทัน ในช่วงรัชสมัยจักรพรรดิจัสติเนียน อุโมงค์ส่งน้ำเยเรบาทันใช้เพื่อกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ในพระราชวัง ต่อมากลายเป็นที่ทิ้งขยะและซากศพ  ปัจจุบันได้รับการบูรณะอย่างดี สะอาดเรียบร้อย เปิดทุกวัน 0900-1830 น.

นอกจากนี้ก็ยังมีเสน่ห์อีกมากมายรอให้เราไปสัมผัสในเมืองอิสตันบูล เมืองที่ผสมผสานไปกับหลากวัฒนธรรม

เยี่ยมชมทอปกาปี พระราชวังเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงของอิสตันบูล

Topkapý Sarayý, Eminönü, Ýstanbulพระราชวังทอปกาปี (Topkapi Palace) เป็นพระราชวังที่ประทับของสุลต่านมานานกว่า 3 ศตวรรษ สร้างโดยจักรพรรดิเมห์เม็ตผู้พิชิต หลังจากที่ยึดครองคอนสแตนติโนเปิลในปี ค.ศ.1453 ได้ไม่นานนัก และทรงประทับอยู่ที่นี่จนกระทั่งสิ้นพระชนม์เมื่อปี ค.ศ.1481 สุลต่านองค์ต่อๆมาก็ได้ถือธรรมเนียมประทับที่นี่กันตลอดมาจนถึงศตวรรษที่ 19 ในอดีตพระราชวังทอปกาปึเคยเป็นสถานที่ฝึกขุนนางทหารรับใช้ของสุลต่านชาวตุรกี ซึ่งคัดเลือกเด็กๆคริสเตียนมาสอนให้เป็นเติร์กและนับถือศาสนาอิสลาม ต่อมาเมื่อขุนทหารเหล่านี้ออกมารับราชการเป็นใหญ่เป็นโตในวังก็กลายเป็นหอกข้างแคร่ และในบางยุคก็ร่วมก่อการปฏิวัติรัฐประหารด้วยซ้ำ ในที่สุดสุลต่านมาห์มุทที่ 3 จึงตัดสินใจยุบระบบขุนนางทหารรับใช้ซึ่งยืนยงมากว่า 350 ปีนี้ลง และปฏิรูประบบการจัดการทหารในประเทศเสียใหม่ โดยการนำการจัดทัพแบบยุโรปมาใช้

เป็นพระราชวังเก่าแก่และเป็นสถานที่ชื่อดังของอิสตันบูลอีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวต้องแวะชมและรับรองว่าจะไม่ผิดหวังในความสวยงามล้ำค่าและอลังการมาก พระราชวังทอปกาปีมีความสำคัญทางประวิตศาสตร์เพราะเคยใช้เป็นที่ประทับขององค์สุลต่านมายาวนานหลายองค์สุลต่านมายาวนานหลายองค์ สุลต่านเมห์เมตที่ 2 โปรดให้สร้างพระราชวังทอปกาปีขึ้นบนสุดยอดทำเลที่จะเป็ฯเหมือนจุดชมวิวให้มองเห็นความสวยงามมุมอื่นๆทั่วบริเวณได้ชัดเจน จนเมื่อเข้าสู่ยุคของสุลต่านสุไลมานก็โปรดให้มีการต่อเติมพระราชวังทอปกาปีขึ้นอีกให้มีสถาปัตยกรรมในแบบออตโตมันคลาสสิค การต่อเติมครั้งนี้ใช้บริการจากสถาปนิกชาวตุรกีคนดังแห่งยุคนามว่าซีนาน (Sinan)

ปัจจุบันพระราชวังทอปกาปึกลายเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ใช้เก็บมหาสมบัติอันล้ำค่า อาทิ เพชร 96 กะรัต กริชทองประดับมรกต เครื่องลายครามจากจีน หยก มรกต ทับทิม และเครื่องทรงของสุลต่านโดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ พระราชวังชั้นนอก, พระราชวังชั้นใน และฮาเร็ม ในอดีตภายในพระราชวังนี้จะมีข้าราชบริพารทำงานกันอยู่ประมาณ 5 พันคน จึงมีสภาพคล้ายตัวเมืองที่ซับซ้อนอยู่ในตัวเมืองอีกชั้นหนึ่ง ตัวพระราชวังนั้นได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรในยุคที่จักรวรรดิออตโตมาน รุ่งเรืองถึงขีดสุด สำหรับห้องที่โด่งดังและเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวมากที่สุดเห็นจะเป็นห้องท้องพระคลังอันเป็นที่เก็บสมบัติและวัตถุล้ำค่ามากมาย โดยมีกริชแห่งทอปกาปึด้ามประดับมรกตใหญ่ 3 เม็ด กับเพชร 86 กะรัตของช่างทำช้อน เป็นไฮไลท์ นอกจากนี้ที่บริเวณระเบียงหลังห้องท้อง พระคลังยังเป็นจุดชมวิวชั้นดีที่มองออกไปเห็นทิวทัศน์เมืองอิสตันบูลใน 2 ฝั่งทวีปได้เป็นอย่างดี

ปามุคคาเล (Pamukkale) ปราสาทปุยฝ้ายสุดวิจิตรในตุรกี

ปามุคคาเล (Pamukkale) ปราสาทปุยฝ้ายสุดวิจิตร บ่อน้ำร้อนศักดิ์สิทธิ์แห่งตุรกี ทั้งงดงามราวกับเป็นน้ำพุร้อนจากสวรรค์ และมีสรรพคุณในการบำบัดโรคจนกลายเป็นสปาธรรมชาติมานานกว่าพันปี

หากจะคิดถึงสถานที่ท่องเที่ยวอันแสนงดงาม ราวกับไม่น่าจะมีอยู่จริงบนโลกใบนี้ ปามุคคาเล หรือ พามุคคาเล (Pamukkale) ดินแดนแห่งน้ำพุร้อน ในประเทศตุรกี ซึ่งมีลักษณะคล้ายระเบียงน้ำพุร้อนที่ซ้อนกันหลายชั้น มีขอบหินปูนสีขาว ดูวิจิตรงดงามและสะอาดบริสุทธิ์ราวกับปุยฝ้ายแห่งนี้ คงจะเป็นหนึ่งในสถานที่ซึ่งผุดขึ้นมาในใจของหลาย ๆ คนเป็นแน่ และแน่นอนว่ามันคงเป็นราวกับดินแดนในฝันของนักท่องเที่ยวหลายคนทีเดียว

สำหรับ ปามุคคาเล ซึ่งแปลว่า ปราสาทปุยฝ้าย (Cotton Castle) ในภาษาตุรกี ตั้งอยู่ในเมืองปามุคคาเล จังหวัดเดนิซลิ (Denizli) ประเทศตุรกี มีลักษณะเป็นระเบียงน้ำพุเกลือร้อน ซึ่งเกิดขึ้นจากการเกิดแผ่นดินไหวของโลกในอดีต มีความยาวประมาณ 2.7 กิโลเมตร สูง 160 เมตร ความงดงามสุดวิจิตรของสถานที่แห่งนี้เกิดขึ้นจากบ่อน้ำร้อนที่อุดมไปด้วยแคลเซียมคาร์บอเนต หรือหินปูน ซึ่งเมื่อน้ำพุร้อนระเหยขึ้นมาเป็นเวลาเนิ่นนาน ไอน้ำก็จะค่อย ๆ ก่อให้เกิดชั้นของแคลเซียมเกาะบริเวณขอบบ่อจนเกิดเป็นผนังสีขาวขึ้นนั่นเอง

ด้วยความเชื่อว่า ปามุคคาเล เป็นเหมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีสรรพคุณในการรักษาบำบัดการอาการต่าง ๆ ทำให้ในอดีตชนเผ่ากรีก-โรมันได้เข้ามาสร้างเมืองอยู่บนบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ และขนานนามเมืองนั้นว่า ฮีเอราโพลิส อันหมายถึงเมืองศักดิ์สิทธิ์ และปามุคคาเล ก็ได้ถูกใช้เป็นสปาบำบัดโรคมานานกว่าพันปี กระทั่งปามุคคาเลได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการร่วมกับเมือง ฮีเอราโพลิส เมื่อปี 2531 จึงได้มีการปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวลงไปอาบแช่แล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้สถานที่แห่งนี้เกิดความเสียหาย

ตะลุยตุรกี ชื่นชมความงามของกรวยหินแคปปาโดเชีย

แคปปาโดเชีย เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวในตุรกี ซึ่งตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศตุรกี มีลักษณะเป็นกรวยหิน กระจายตัวทั่วหุบเขามีความสูงจากระดับน้ำทะเล มากกว่า 1,000 เมตร ประกอบด้วยยอดภูเขาไฟที่มีภูเขา Erciyes เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดที่สูงราว 3,917 เมตร แคปพาโดเชีย มีอากาศแบบภาคพื้นทวีป ร้อนแห้งในฤดูร้อนและมีหิมะตกในช่วงฤดูหนาว โดยชื่อ แคปปาโดเชีย เป็นชื่อเก่าแก่ภาษาฮิตไตต์ ซึ่งเป็นชนเผ่ารุ่นแรกๆ ที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้ได้ตั้ง โดยทางองค์กรยูเนสโก้ได้ขึ้นทะเบียนเมืองใต้ดินแห่งแคปปาโดเชียเป็นมรดกโลกด้วย ทั้งนี้แคปปาโดเชียถือเป็นเมืองใต้ดินโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ เพราะที่เมืองใต้ดินแห่งนี้ขุดลึกลงไปถึง 10 ชั้น ประมาณ 90 เมตร และภายในเมืองใต้ดินยังแบ่งซอยเป็นห้องย่อย ไม่ว่าจะเป็น ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องอาหาร ห้องประชุม คอกสัตว์ โบสถ์  บ่อน้ำ โดยถูกสร้างขึ้นเพื่อการศึกสงคราม หากเกิดสงครามผู้คนก็จะหลบไปอยู่ในเมืองใต้ดินกัน ทั้งนี้เมืองใต้ดินที่สำคัญ คือ ไคมักลึ  (The Underground City Kaymakli) ที่ใช้เป็นที่หลบภัยจากข้าศึกศัตรูในยามสงคราม ซึ่งมีชั้นล่างที่ลึกที่สุด ลึกถึง 85 เมตร เป็นเมืองขนาดใหญ่ขุดลึกลงไปใต้ดินหลายชั้น และมีอากาศถ่ายเทเย็นสบาย เนื่องจากมีการออกแบบที่ดี มีทางออกฉุกเฉินที่เป็นทางระบายอากาศอีกด้วย ซึ่งนับว่าเป็นเมืองใต้ดินที่น่าอัศจรรย์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเลยทีเดียว

ในการชื่นชมความงามของกรวยหินแคปปาโดเชียนั้น สามารถขึ้นบอลลูนเพื่อชมวิวมุมกว้างของแคปปาโดเชียได้ด้วย โดยสามารถชมความงามของ อุชหิซาร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีจุดเด่นคือภูเขาขนาดใหญ่มีรูพรุนเหมือนรวงผึ้ง รายล้อมไปด้วยหินทรงกระโจม กรวยคว่ำ และเจดีย์เต็มไปหมด ที่สำคัญคือมีคนอาศัยอยู่ภายใน นับเป็นการอยู่อาศัยกับธรรมชาติที่พึ่งพิงที่น่ายกย่องเป็นอย่างยิ่ง นอกจากบ้านคนแล้วยังมีหมู่บ้านของนกพิราบด้วย

จะเห็นได้ว่า ตุรกีมีเมืองอิสตันบูลเป็นเมืองใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุด ที่มีกรุงอังการาเป็นเมืองหลวง สำหรับแคปปาโดเชียเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของตุรกี เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความน่าตื่นตาตื่นใจ อีกทั้งชาวเมืองยังมีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ให้ได้ชื่มชมอีกด้วย

ตุรกีกับเสน่ห์แห่งธรรมชาติที่น่าสนใจ

ประเทศตุรกี เป็นประเทศท่องเที่ยวที่ผู้คนนิยมไปเที่ยวกันมากเพราะประเทศตุรกีมีธรรมชาติสุดอัศจรรย์ มีเมืองใหญ่อันดับสองของตะวันออกกลางและเป็นเมืองสำคัญที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับห้าของโลก ทำให้นักท่องเที่ยวนิยมเที่ยวตุรกี โดยมีเป้าหมายที่เมืองอิสตันบูล เพราะอิสตันบูลนั้นเป็นเมืองใหญ่ที่มีความทันสมัย มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน มีการคมนาคมที่สะดวกสบาย เป็นเมืองติดริมทะเลทั้ง ทะเลมาไมร่า และทะเลดำ นอกจากนี้ยังมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทำให้เติมเต็มเสน่ห์ของอิสตันบูลให้ผู้คนมาเที่ยวตุรกีกันมากมาย นอกจากความโดดเด่นของแหล่งท่องเที่ยวดังที่กล่าแล้ว สีสันของฤดูกาลยังมีความหมายต่อประสบการณ์การเดินทาง เนื่องจากมีกิจกรรมหลากหลายทั้งการแสดง เทศกาลประเพณี ความร่วมสมัยของวัฒนธรรมเผยแพร่ให้นักท่องเที่ยวเพลิดเพลินตลอดปีก่อนสัมผัสสีสันธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีมนต์เสน่ห์ของตุรกีในสถานที่ต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียง ด้วยเป็นสายการบินที่ได้รับการจัดอันดับเป็นสายการบินคุณภาพในเส้นทางนี้ได้พาเยี่ยมชม

ทั้งนี้อิสตันบูลยังเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ชีวิตชีวา อีกทั้งมีศิลปวัฒนธรรมความร่วมสมัยให้สัมผัสเพลิดเพลิน เมื่อมาถึงที่นี่ ไม่ควรพลาดชมความสวยงามของบ้านเมือง ซึ่งการล่องเรือชมทิวทัศน์บ้านเรือนหลายรูปแบบรูปทรงของสองฝั่งทะเลช่องแคบบอสฟอรัสเป็นอีกกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจ ทิวทัศน์ที่น่าประทับใจตลอดทางล่องเรือแบ่งเป็นตอนเหนือและตอนใต้ ซึ่งจะได้ชมสถานที่สำคัญมากมายไม่ว่าจะเป็นพระราชวังทอปกาปึ หอโบราณสมัยกรีก และไบเซนไทน์ พระราชวังโดลมาบาชเช่ ผ่านสะพานบอสฟอรัส บ้านพักตากอากาศสร้างด้วยปูน ไม้สีสันสวยสะดุดตา ส่วนในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีมนต์เสน่ห์เป็นที่กล่าวขาน คือ ปามุคคาเล่ หรือ ปราสาทปุยฝ้าย ในความขาวโพลนราวกับภูเขาหิมะปกคลุมแห่งนี้เป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นจุดหมายปลายทางการมาถึง และในความขาวเจิดจ้าที่ปรากฏเกิดจากการตกผลึกของน้ำแร่ที่ไหลมาจากภูเขาหินปูนทางตอนเหนือ โดยครอบคลุมหน้าผาสูงที่ลดหลั่นไล่เรียงเป็นชั้นสวยสะกดสายตาเป็นความงามตามธรรมชาติที่น่ามหัศจรรย์ อีกทั้งที่นี่ยังเป็นจุดชมวิวมองเห็นทัศนียภาพ ได้กว้างไกลเหมาะสำหรับบันทึกภาพความประทับใจอีกด้วย

อิสตันบูลเมืองท่องเที่ยวสำคัญของตุรกี

20131126161809354อิสตันบูล เป็นเมื่องสำคัญอันดับ 1 ของประเทศ เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศตุรกี ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบบอสฟอรัส ซึ่งทำให้อิสตันบูลเป็นเมืองสำคัญเพียงเมืองเดียวในโลกที่ตั้งอยู่ใน 2 ทวีป คือ ทวีปยุโรปและทวีปเอเชีย ในอดีตอิสตันบูลเป็นเมืองสำคัญของชนเผ่าจำนวนมากในบริเวณนั้น จึงส่งผลให้อิสตันบูลมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป อิสตันบูลได้สั่งสมความยิ่งใหญ่มาอย่างต่อเนื่องและยาวนานจากอดีตถึงปัจจุบัน อิสตันบูลในอดีตเคยเป็นอดีตราชธานีของสามอาณาจักรที่สำคัญคือ โรมันตะวันออก ไบแซนไทน์ (Byzantine) และออตโตมัน (Ottoman) ซึ่งเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกมุสลิม เมืองนี้เต็มไปด้วยมัสยิด โบสถ์ ตลาด และศิลปะเกี่ยวกับการทำอาหารที่มีเสน่ห์ไร้กาลเวลา

อิสตันบูลไม่ใช่เมืองหลวงของตุรกี แต่กลับเป็นนครและเมืองยอดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยว ศูนย์กลางของนครอิสตันบูลจะอยู่ในบริเวณสุลต่านอะห์เม็ต (Sultanahmet) ซึ่งเป็นเมืองเก่า เป็นที่ตั้งของพระราชวัง โบสถ์คริสต์ มัสยิดอิสลาม โบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ อาคารแบบออตโตมันและแบบยุโรป ยังคงไว้ซึ่งบรรยากาศของวัฒนธรรมที่หลากหลายของอารยธรรมไบแซนไทน์ และออตโตมัน เป็นเมืองสำคัญตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันเนื่องจากอยู่ในทำเลที่ตั้งที่ดีเยี่ยมบริเวณปากทางเข้า-ออกช่องแคบบอสฟอรัส ทำให้สามารถคุมเส้นทางการค้าระหว่างทะเลเมดิเตอเรเนียนและทะเลดำได้ มีลักษณะคล้ายคาบสมุทรเล็กๆ มีน้ำล้อมรอบ 2 ด้านเป็นปราการธรรมชาติที่ดีและตั้งอยู่บริเวณเนินเขา 7 ลูก ทำให้สามารถมองเห็นภูมิประเทศโดยรอบได้ชัดเจน

อิสตันบูลกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญเมืองหนึ่งของตุรกี มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกทั้งยุโรปและเอเชียเดินทางไปเยือนแต่ละปีเป็นจำนวนมากเพราะอากาศที่นั่นเย็นสบาย สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์น่าสนใจและโด่งดังไปทั่วโลก แม้อิสตันบูลจะไม่ใช่เมืองหลวงของตุรกีอย่างกรุงอังการา แต่มีความสำคัญทัดเทียมกันทั้งในแง่ที่เป็นเมืองใหญ่ที่สุด และเป็นศูนย์กลางความเจริญด้านธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยว อีกทั้งยังเป็นฉากสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของอนาโตเลีย เพราะอิสตันบูลก็คือกรุงคอนสแตนติโนเปิลอันยิ่งใหญ่นั่นเอง จึงเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ที่นักท่องเที่ยวหากใครไม่ได้ไปเยือนก็เหมือนไปไม่ถึงตุรกี

ประเทศตุรกี ประเทศในฝันของนักท่องเที่ยว

ประเทศตุรกี เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวเมื่อไปเยือนแล้วอยากที่จะไปอีก เสน่ห์ของตุรกีอยู่ตรงที่เมื่อเปิดหน้าต่างออกไปจะพบกับทะเลสีฟ้าที่ล้อมรอบอยู่แทบจะทั้งเมือง เพราะมีแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดไหลผ่าน และการได้ไปเยือนนั้น เหมือนการอยู่คาบเกี่ยวระหว่าง 2 อารยธรรมที่มีคุณค่าของโลก

แหล่งชอปปิ้งในตุรกี คือ ตลาดแกรนด์บาซาร์ Grand Bazaar มีบรรยากาศและไสตล์เตอร์กิชอันยอดนิยมที่โด่งดังที่สุดในตุรกีเป็นตลาดเก่าแก่กว่า 1,500 ปี มีร้านค้ากว่า 4,000 ร้าน และมีสินค้าหลากชนิด หลายคุณภาพ โดยเฉพาะเครื่องแต่งกาย ทั้ง  เสื้อแบบตุรกีที่เป็นของเก่าแก่ กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ นอกจากแวะชอปปิ้งแล้วตลาดเครื่องเทศ หรือ สไปช์มาร์เก็ต Spice Bazaar ก็เป็นสถานที่ยอดนิยมเช่นกัน โดยตั้งอยู่ใกล้กับสะพานกาลาตา ตลาดตั้งอยู่ในร่มและเป็นตลาดใหญ่อันดับสองในอิสตันบูลรองจากแกรนด์บาร์ซาร์ ตลาดเครื่องเทศแห่งกรุงอิสตันบูลนี้สร้างตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1660 ที่นี่มีชื่อเสียงในเรื่องสินค้าที่นำเข้าจากกรุงไคโร สินค้าจะเป็นเครื่องเทศเป็นหลัก นอกจากเครื่องเทศ ถั่วชนิดต่างๆ รังผึ้ง และน้ำมันมะกอก แถมยังมีสมุนไพรบำรุงทางเพศอีกหลายชนิด นอกจากนี้  ทางเข้าตลาดมีสามทาง ด้านใต้จะเชื่อมไปสู่ลานหินหน้าสุเหร่า ติดกับถนนเลียบทะเลมาร์มะรา ซึ่งเชื่อมต่อปากทะเลสาบโกลเดนฮอร์น ถือได้ว่าเป็นจุดชมวิวที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของอิสตันบูล หลังจากนั้นตรงท้ายตลาดเครื่องเทศมีประตูบานใหญ่อีกแห่ง จะมีทางเชื่อมซอกซอยเล็กๆ ที่เรียงรายด้วยร้านกาแฟ ร้านขายเครื่องโลหะ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ย่านตลาดคลองถม

ของฝากยอดนิยมของตุรกี คือ ดวงตาปีศาจ เป็นเครื่องรางที่ใครมาเที่ยวตุรกีแล้ว มักจะหาซื้อกลับไปเป็นของฝาก ชาวตุรกีมักจะนำไปแชวนบริเวณทางเข้าบ้าน  ความเชื่อในเรื่องดวงตาแห่งความชั่วร้ายมีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยอียิปต์และฮิตไตต์ และมีการนำมาแขวนไว้ที่คอด้วย

ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาในประเทศตุรกีเป็นจำนวนมาก และยังมีภูมิอากาศที่เย็นสบาย มีหิมะตกบ้างเป็นบางวัน จนได้รับขนานนามว่าเมืองแห่งเจ้าชายปำ

การเตรียมตัวก่อนเดินทางไปตุรกีดินแดนมหัศจรรย์ ที่น่าสนใจ


ตุรกี มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐตุรกี เป็นประเทศที่มีดินแดน อยู่ในสองทวีป ได้แก่ ทวีปยุโรปทางตอนใต้ ที่เรียกว่า เทรซ และ ทวีปเอเชียทางฝั่งตะวันตก ที่เรียกว่า อนาโตเลีย โดยส่วนที่แยกอานาโตเลียและเทรซ ออกจากกันคือ ทะเลมาร์มารา ช่องแคบบอสฟอรัสและช่องแคบดาร์ดะเนลส์ ประเทศตุรกีมีพื้นที่หมดของประเทศ ถึง 783,562 ตารางกิโลเมตรซึ่งมีพรมแดนทางด้านทิศตะวันออกติดกับประเทศจอร์เจีย อาร์มีเนีย อาเซอร์ไบจาน และอิหร่าน ส่วนพรมแดนทางด้านทิศใต้ติดกับอิรัก ซีเรีย และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนทางทิศตะวันตกติดกับกรีซ บัลแกเรีย และทะเลอีเจียน ทางเหนือติดกับทะเลดำ มีจุดสุงสุดของประเทศ คือ ยอดเขาบูยุค อากูรี ดากุย ตุรกีถือเป็นประเทศที่มีทำเลที่ตั้งดีมากๆ เพราะ มีทะเลล้อมรอบ ถึง 3 ด้าน มีเมืองหลวง คือ กรุงอังการา ซึ่งภาษาราชการได้แก่ ภาษาเตอร์กิช และมีศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ
สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวประเทศตุรกีที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ 1.มอสโคว์2.เซลจุก ( Selcuk ) เที่ยวเมืองโบราณ เอฟิซุส ( Ephesus ) 3.ปามุกคาเล่ ( Pamukkale ) 4.Goreme 5.อิสตันบูล
ทั้งนี้ก่อนทำการเดินทางจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียมความพร้อมต่างๆดังนี้
1. ทำโปรแกรมการเดินทางขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด จะรอดหรือจะไม่รอดก็อยู่ที่ขั้นตอนนี้เพราะการทำโปรแกรมการเที่ยวนั้นต้องคิดไว้ก่อนว่าวันไหนไปไหน ไปอย่างไร ไปกี่วัน จากที่หนึ่งไปที่หนึ่งไปยังไง และสำคัญ คือ ทำแผนสำรองไว้ด้วยเพราะการเที่ยวต่างประเทศด้วยตัวเองไม่เป็นไปตามแผนเสมอ
2. วีซ่า / ไม่ต้องวีซ่าตุรกีเป็นอีกประเทศหนึ่งที่คนที่ถือหนังสือเดินทางของประเทศไทยอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ สามารถเข้าตุรกีได้ง่ายแสนง่าย (ถ้าอยู่ไม่เกิน 30 วัน) แต่ถ้าใครคิดจะไปเกิน 30 วัน ก็ต้องขอวีซ่า
3. สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับวิธีการเดินทางในตุรกี จะต้องรู้ด้วยกัน 2 อย่าง คือ 1.การเดินทางข้ามเมือง 2.การเดินทางในอิสตันบูล
4. ภูมิอากาศ และ การแต่งกายตุรกีเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ ภูมิอากาศจึงแตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่
5. โทรศัพท์และเครืองมือสื่อสารมีให้ติดต่อสื่อสารด้วยกันได้ดังนี้
– โทรศัพท์โรงแรม โดยไปติดต่อกับโรงแรมโทรกลับเมืองไทย และให้ค่าค่าบริการเขาไปตามแต่เขาจะเรียก
– โทรศัพท์สาธารณะ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้บัตรแบบเติมเงิน ซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป
– ซื้อซิมที่ตุรกี โดยเดินไปร้านมือถือและเข้าไปขอซื้อซิมได้เลย ไม่ต้องใช้บัตรประชาชนหรือเอกสารอะไร
6. แลกเงินไปตุรกีควรถือยูโรหรือดอลลาร์ไปจะดีกว่า
ดังนั้นการเดินทางไม่ว่าจะเดินทางไปไหน จำเป็นอย่างยางที่จะต้องศึกษารายละเอียดต่างๆอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้ง่ายต่อการเดินทาง และทำให้การเดินทางนั้นสนุกขึ้น

ตุรกีเป็นหนึ่งในสองประเทศในโลกนี้ที่ตั้งอยู่บนสองทวีป

26

ชื่อตุรกีประเทศนี้อาจฟังดูน่ากลัวสำหรับบางคน ประชากรชาวแขกอาจยิ่งเพิ่มความน่ากลัวมากขึ้น แต่ก็นั่นล่ะ บางอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดเอาเองเสมอไปครั้งแรกที่ได้มีโอกาสสัมผัสตุรกี ผ่านมาราวสามปีได้ แต่ทุกครั้งที่นึกถึงก็เหมือนกับเพิ่งจะเมื่อวานนี้เอง หนึ่งเดือนในครั้งนั้นผ่านไปเร็วเหมือนโกหก อย่างที่ใครๆบอกว่า “เวลาแห่งความสุขนั้นผ่านไปเร็วเสมอ” เหตุการณ์ที่ทำให้ต้องจดจำและประทับใจอย่างหนึ่งคือ ความซื่อสัตย์และมีน้ำใจนี่เอง เรื่องของเรื่องก็คือ วันหนึ่งหลังจากจัดการอาหารเย็นในร้านเรียบร้อยก็ได้ออกมาเดินชมเมือง ตอนนั้นอากาศค่อนข้างหนาวทีเดียว กางเกงที่ใส่ซ้อนกันหนาๆ ทำให้ไม่รู้ตัวเลยว่าธนบัตรเลื่อนออกมาและหล่นตามทางเดินที่เดินผ่าน จนกระทั่งมีหนุ่มตุรกีเดินตามมาสะกิดๆ แถมพูดเป็นภาษาเตอร์กิชอีก ต่อเมื่อเค้าชี้สลับไปมาที่พื้นข้างหลัง ที่มือเค้าถือเงิน และที่กางเกงเราที่มีเงินโผล่แว่บออกมาอีกใบ จึงได้เข้าใจอ๋อเอาเงินมาคืนให้นี่เอง คาดว่าจะก้มๆเงยๆเดินเก็บมาให้ เพราะนับแล้วครบรวมหกใบ .. (เฮ้อ หายไปเสียดายแย่) ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่พบเจอมา

นอกจากนี้เค้ายังมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าผู้มาเยือนคือคนที่พระอัลเลาะห์ส่งมาดังนั้นต้องเลี้ยงดูอย่างดี ได้สัมผัสเต็มๆก็ครั้งนั้นเอง ไม่ถึงกับแขกบ้านแขกเมือง แต่คิดว่าก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ เพื่อนๆในมหาวิทยาลัยแวะเวียนมาคุย พาไปเที่ยวชมเมือง ชิมอาหาร / ขนมจนพุงกางไม่เว้นวัน ซื้อของฝากของดีประจำเมือง แม้กระทั่งผ้าพันคอ เสื้อกันหนาวให้ .. แต่สำคัญที่สุดคือ ตลอดเวลาเราสามารถรับรู้ได้ถึงความปรารถนาดีของชาวเตอร์กิชและประกายความจริงใจของพวกเค้าผ่านดวงตาโตคมเข้มแบบแขก ที่แถมยังรับกันดีกับคิ้วโค้งสวยอีกต่างหาก ทั้งประทับจิตและติดใจเลยล่ะ เพื่อนคนหนึ่งบอกว่า Turkish people are not as cold as European เพราะตุรกีเป็นหนึ่งในสองประเทศในโลกนี้ที่ตั้งอยู่บนสองทวีป นิสัยใจคอจึงได้ละม้ายทั้งชาวยุโรปแต่ก็มีรอยยิ้มและเป็นมิตรอย่างชาวเอเชีย ลองได้ลิ้มลองประสบการณ์แบบกึ่งยุโรปแต่อบอุ่นเหมือนไม่ได้ไกลบ้านไปไหนแล้วจะเชื่อจริงๆ เชื่อและชอบจนต้องไปอีกครั้งเลยทีเดียว

การขยายอำนาจของจักรวรรดิออตโตมันมีอิทธิพลอย่างมากในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา

26

บรรพบุรุษของชาวตุรกี เป็นชนชาติร่อนเร่เรียกว่าชนชาติฮัน (Hun) และเติร์ก (turkish) เคยอาศัยในชายแดนประเทศจีนและมองโกล ปัจจุบันคนตุรกีเรียกตัวเองว่าเติร์ก เพราะคำว่าเติร์กมีความหมายว่า มีอำนาจ พวกเขาทำสงครามกับจีนหลายครั้ง ในที่สุดก็ต้องแตกกระจายและอพยบไปเอเซียกลางในศตวรรษที่ 8-9 ลูกหลานที่ได้อพยบไปคาบสมุทรอานาโตเลียก็ได้ยอบรับ
ศาสนาอิสลามเข้ามา เกิดเป็นจักรวรรดิเซลจูก (Seljuk Empire) ในศตวรรษที่ 11 จักรวรรดิเซลจูกได้รวบรวมโลกแห่งอิสลามเป็นหนึ่ง และเรียกจักรพรรดิว่า สุลต่าน (sultan) จากนั้นก้เผชิญหน้ากับจักรวรรดิไบแซนไทน์ และปะทะกันในสงครามครูเสด

เมื่อจักรวรรดิเวลจูกเริ่มเสื่อม ออสมันที่ 1 ได้นำชาวเติร์กกลุ่มหนึ่งแยกตัวออกมาสร้างจักรวรรดิออตโตมัน (Ottoman Empire) ในเขตชายแดนของจกรวรรดิไบแซนไทน์และจักรวรรดิเซลจูก เมื่อปลายศตวรรษที่ 13 จักรวรรดิออตโตมันได้ผนึกกำลังเพื่อขยายดินแดน โดยยึดครองมาซิโดเนีย บัลแกเรีย และเซอร์เบีย ต่อมาสุลต่านเมห์เมตที่ 2 ได้ยึดครองกรุงคอนสแตนติโนเปิล (ปัจจุบัน คือ อิสตันบูล) เพื่อยึดไบแซนไทน์และขยายออกไปสู่ยุโรป แล้วขึ้นครองบัลลังก์เป็นสุลต่านผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอิสลาม ซึ่งอิทธิพลเหล่านั้นได้ขายยมาถึง ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา จากนั้นเวลิมที่ 1 ได้ขึ้นเป็นสุลต่านก็ได้ยึดครองคาบสมุทรอาหรับและอียิปต์ ต่อมาสุลต่านสุไลมานได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดให้กับจักรวรรดิออตโตมัน โดยการยึดครองฮังการี ส่วนหนึ่งของยุโรปตะวันออก และอิรักซึ่งได้รวมเอาแอฟริกาเหนือทั้งหมดยกเว้นโมร็อกโกให้เป็นหนึ่งเดียว

การขยายอำนาจของจักรวรรดิออตโตมันมีอิทธิพลอย่างมากในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา คือมีการขับเคลื่อนปฏิวัติวัฒนธรรมของศตวรรษที่ 14-16 ซึ่งประวัติศาสตร์โลกถือว่าเป็นการเริ่มปฏิวัติจากยุคกลางสู่ยุคใหม่หลังจากสมัยสุลต่านสุไลมาน อำนาจของจักรวรรดิออตโตมันเริ่มอ่อนแอลงจากการแย่งชิงอำนาจกัน จนศตวรรษที่ 19 ผู้มีอำนาจของยุโรปได้เข้ามาโจมตีจักรวรรดิออตโตมันทั้งสองด้านเพื่อแบ่งดินแดน ด้วยเหตุนี้กรีวและอียิปต์จึงได้รับอิสรภาพในขณะที่ทางด้านยุโรปตะวันออกเกิดการประท้วงเพื่ออิสรภาพอันดุเดือด จนในที่สุดจักรวรรดิออตโตมันก็แพ้ในสงครามดลกครั้งที่ 1 ช่วงนี้ได้เกิดการตั้งลัทธิชาตินิยมในตุรกี ผู้นำสงครามเพื่ออิสรภาพคือ นายพลมุสตาฟาเคมาล อะตาเติร์ก (Mustafa Kemal Ataturk) หลังจากเริ่มสงครามกับกรีซและกู้คืนดินแดนนายพลเคมาล ได้ก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกีในปีค.ศ. 1923 และดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นเวลา 15 ปีโดยได้ทำการปฏิวัติไว้มากมาย เช่น การยกเลิกระบบกาหลิบที่หมายถึงผู้นำกลุ่มของอิสลาม การให้ใช้ภาษาตุรกีแทนภาษาอาหรับ ริเริ่มให้ประชาชนให้นามสกุล และให้สิทธิออกเสียงแก่ผู้หญิง การปฏิวัติมากมายที่เกิดขึ้นกลายเป็นพื้นฐานของตุรกีในปัจจุบัน

เทคโนโลยีการศึกษาชุมชนและนวัตกรรมการศึกษาชุมชน

เทคโนโลยีการศึกษาชุมชนและนวัตกรรมการศึกษาชุมชน เป็นการผสมผสานทรัพยากร ภูมิปัญญา และทุนศักยภาพของชุมชนและท้องถิ่น เข้ากับวิทยาการและเทคโนโลยี ทั้งในระดับท้องถิ่นและของโลก เพื่อการพัฒนาระบบปฏิบัติการและบริหารจัดการตนเองของชุมชน ให้ชุมชนและสมาชิกในชุมชน นับแต่ระดับปัจเจก ครอบครัว การรวมกลุ่มแบบต่างๆ ตลอดจนกลุ่มการรวมตัวเป็นชุมชนความสนใจด้วยประเด็นที่มีร่วมกัน ให้มีความสามารถทางการปฏิบัติและเรียนรู้ เพื่อดำเนินการสิ่งต่างๆอันก่อให้เกิดสุขภาวะสาธารณะของชุมชนดังที่พึงประสงค์ แก้ปัญหาข้อจำกัดต่างๆของปัจเจกและชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อเกิดสัมฤทธิผล ประหยัดและสมเหตุสมผล สร้างโอกาสและเพิ่มพูนศักยภาพเพื่อการบรรลุจุดหมายในแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทางเลือกใหม่ๆของสังคมไทยและสังคมโลก สอดคล้องและกลมกลืนกับเงื่อนไขความพร้อมในบริบทของชุมชนและความเป็นท้องถิ่น รวมทั้งไม่จำกัดโอกาสของคนในรุ่นอนาคต ทำให้ชุมชนเป็นหน่วยการเรียนรู้และปฏิบัติการเชิงสังคมเพื่อจัดการความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีพลวัตร อีกทั้งสร้างเสริมความเป็นชุมชน ความเป็นประชาคม ให้มีความเข้มแข็งและจัดการตนเองได้อย่างสอดคล้องกับพัฒนาการของสังคมภายนอกได้อยู่เสมอ เคลื่อนไหวมิติสังคมวัฒนธรรม การสื่อสาร ความรู้ การปฏิรูปเชิงโครงสร้างและระบบสังคมเพื่อพัฒนาท้องถิ่น และสร้างความเป็นพลเมืองประชากรที่ดีให้แก่สังคม เพื่อมีส่วนร่วมในการสร้างสุขภาวะของสังคมและเพิ่มโอกาสริเริ่มความสร้างสรรค์สิ่งต่างๆเพื่อนำความเปลี่ยนแปลงสู่สังคมดังที่พึงประสงค์ร่วมกันได้มากยิ่งๆขึ้น

เทคโนโลยีการศึกษาชุมชน ประกอบด้วยแนวคิด ทฤษฎี ระบบภูมิปัญญา ความรู้ ระบบหนังสือ ระบบข้อมูลและทรัพยากรความรู้เพื่อท้องถิ่น การจัดการอย่างมีส่วนร่วม การสร้างความร่วมมือและพัฒนาเครือข่ายการจัดการ เครือข่ายการสื่อสารและการแบ่งปันเรียนรู้ เครื่องมือ วิธีการ กลไกและอุปกรณ์เพื่อขยายขีดความสามารถทางปัญญา การเรียนรู้ และการปฏิบัติในการแก้ปัญหาและมุ่งบรรลุจุดหมายดังที่พึงประสงค์ด้วยการพึ่งศักยภาพของปัจเจกและวิถีปฏิบัติของชุมชนเป็นหลัก ทั้งนี้ โดยมุ่งเน้นการผสมผสานภูมิปัญญาและทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นของชุมชนเข้ากับวิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ของประเทศและของโลกให้มีความเหมาะสม มีความสมดุลทั้งมิติความทันสมัยทางรูปแบบและวิถีปฏิบัติบนฐานความรู้พอเพียง ส่งเสริมวัฒนธรรมและระบบภูมิปัญญาของชุมชน สร้างปฏิสัมพันธ์และจัดความสัมพันธ์ที่เหมาะสมของปัจเจกและชุมชนกับความเป็นมนุษย์ ตลอดจนสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งเงื่อนไขความเป็นท้องถิ่นและกระแสโลกาภิวัตน์

นวัตกรรมการศึกษาชุมชน เป็นสิ่งที่ได้รับการพัฒนาเพื่อใช้ดำเนินการและปฏิบัติการอย่างเป็นระบบเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายสำคัญ ๓ ประการที่บูรณาการไปด้วยกัน คือ การแก้ปัญหาที่ต้องการได้ การเป็นโอกาสก่อเกิดกระบวนการเรียนรู้ของปัจเจกและชุมชนให้ได้เพิ่มพูนศักยภาพในการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงตนเองให้ทัดเทียมกับความจำเป็นของสังคมอยู่เสมอ และการได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นในชุมชนเพื่อปฏิบัติต่อสิ่งต่างๆด้วยวิธีคิดและวิธีการใหม่ๆอันก่อให้เกิดผลดี เพิ่มพูนความแตกต่างหลากหลายให้ยืดหยุ่นพอเพียงมากขึ้นต่อการขยายตัวอันซับซ้อนของสังคมและความจำเป็นบนทางเลือกต่างๆ รวมทั้งสร้างความแตกต่างได้มากกว่าวิธีการดังที่เคยใช้และดำเนินการกันอยู่ทั่วไป ทั้งในเชิงระบบปฏิบัติ สิ่งของเครื่องใช้ ปัจจัยการดำเนินชีวิต เทคโนโลยีและวิธีบริหารจัดการทางการปฏิบัติต่างๆของชุมชน เช่น เวทีการเรียนรู้ชุมชน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสื่อสารเรียนรู้ชุมชน เครือข่ายสร้างความรู้และคลังความรู้ออนไลน์ สื่อและความรู้เพื่อหลักสูตรการเรียนรู้ท้องถิ่น เครือข่ายการท่องเที่ยวเรียนรู้เกษตรกรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน เครือข่ายถอดบทเรียนและเสริมศักยภาพการจัดการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษาท้องถิ่น เครือข่ายวิจัยและปฏิบัติการสังคมท้องถิ่น หนังสือการ์ตูนท้องถิ่นพัฒนาการอ่าน เหล่านี้เป็นต้น

เทคโนโลยีระบบสารสนเทศชุมชน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน


การประยุกต์ใช้เครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้เข้ากับวิถีชุมชนจึงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ ทั้งการจัดเก็บข้อมูลชุมชน การประชาสัมพันธ์ชุมชน สินค้า ภูมิปัญญาผ่าน WEB 2.0 เพื่อสร้างเครือข่ายสังคมแห่งการช่วยเหลือ เกื้อกูลผ่านอินเทอร์เน็ต และสร้างมูลค่าสินค้า บริการของชุมชนผ่านแนวคิด Social Networking นอกจากนี้ ยังได้เน้นการให้ข้อมูลชุมชนแก่ตลาดโลกผ่านเครื่องมือ Search Engine ที่มีคนใช้มากที่สุดในโลก ด้วยการนำเสนอข้อมูลชุมชนผ่านสื่อต่าง ได้แก่ เว็บไซต์ชุมชน ภาพ วิดีโอ บทวิจารณ์ ฯลฯ เพื่อเป็นการเปิดตลาดแนวใหม่ให้แก่ชุมชน ซึ่งเป็นหนึ่งในความพยายามของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับการใช้ ICT เพื่อเป็นเครื่องมือของการพัฒนาที่ยั่งยืน

ภายใต้กรอบแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และกระแสพระราชดำรัส เข้าใจ เข้าถึงพัฒนา เป็นหลักการสำคัญที่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนได้ โดยเริ่มจากความ “เข้าใจ” คือการมีข้อมูล สารสนเทศ และความรู้ที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาชุมชน “เข้าถึง” คือการเข้าถึงความจริงของปัญหาในชุมชน และ “พัฒนา” คือการที่สามารถพัฒนาชุมชนได้อย่างยั่งยืน ระบบสารสนเทศชุมชน เป็นระบบข้อมูล สารสนเทศ และความรู้ที่มุ่งเน้นในการสร้างประชาสังคม ให้สามารถบริหารจัดการตนเองแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวันเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงการสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICTs) เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการขับเคลื่อนให้ชุมชนสามารถบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาในด้านต่างๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม

เมื่อพิจารณาระบบสารสนเทศชุมชนในแง่มุมของหลักการ องค์ประกอบ ขั้นตอนการออกแบบการพัฒนาระบบฯ และแนวทางในการประเมินผลแล้วพบว่าระบบสารสนเทศชุมชนนั้นก็คือระบบสารสนเทศแบบหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชนโดยชุมชนเอง แต่ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตมีการใช้งานอย่างกว้างขวางครอบคลุมทุกภาคส่วน รวมถึงในชุมชน จึงส่งผลให้ระบบสารสนเทศชุมชนได้ปรับวิธีการทำงานไปสู่ดิจิทัล (Digital) มากขึ้น

ดังนั้น การนำระบบสารสนเทศชุมชนมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชน ภายใต้กรอบแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและกระแสพระราชดำรัส “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” จึงเป็นความท้าทายที่จะนำองค์ความรู้หรือศาสตร์ที่ได้ริเริ่มมาจากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนในบริบทของประเทศ ไทย จึงเกิดคำถามสำคัญว่า ระบบสารสนเทศชุมชนเพื่อการพัฒนายั่งยืนในบริบทของสังคมไทยนั้นควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร? เป็นคำถามที่นักวิจัยทางด้านสารสนเทศ นักวางแผน และประชาชนในชุมชนควรร่วมกันหาคำตอบ

แนวทางการพัฒนาระบบงานทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษาชุมชน


สื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเศรษฐกิจสังคมที่ขยายตัวขึ้นจากพัฒนาการทางด้านที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษาชุมชน เช่น ระบบหนังสือ ร้านค้าหนังสือในชุมชน ที่อ่านหนังสือ แหล่งเผยแพร่ความรู้และข้อมูลข่าวสารในชุมชน กิจกรรมความรู้และวัฒนธรรมการอ่าน ธุรกิจบันเทิงและกิจกรรมเศรษฐกิจสังคม การร้องคาราโอเกะซึ่งทำให้เกิดร้านค้าและการประยุกต์กิจกรรมที่สืบเนื่องกับการใช้สอยคอมพิวเตอร์ให้เกิดกิจกรรมสังคมในโอกาสต่างๆของชุมชนและภาคประชาชน ระบบไอที เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารแบบไร้สาย ระบบเสียงตามสาย วิทยุชุมชน ระบบสื่อโฆษณาและการติดตั้งแผ่นป้ายเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ออแกไนเซอร์เพื่อจัดงานเทศกาลและประเพณีต่างๆ และวิธีสื่อสารแบบต่างๆของชุมชน ตลอดจนทรัพยากรบุคคลและผู้มีความสามารถอันเป็นที่ยอมรับในความเป็นผู้นำอย่างเป็นธรรมชาติ

เทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษาชุมชน มิใช่สิ่งที่ชุมชนโดยทั่วไปไม่เคยมีอยู่ว่าเป็นสิ่งที่มีบทบาทสอดแทรกและผสมผสานอยู่ในกิจกรรมชีวิตและเป็นองค์ประกอบความเป็นชุมชนในท้องถิ่นต่างๆมากน้อยแตกต่างกันอยู่แล้ว แต่ไม่ได้จัดหมวดหมู่และจำแนกจัดระบบให้สามารถกล่าวถึงได้อย่างเจาะจงและดำเนินการต่างๆที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ขาดโอกาสเลือกสรรพัฒนาการทางวิทยาการและเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นและไหล่บ่าเข้าสู่วิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนอย่างรวดเร็ว มาดำเนินการต่างๆให้เอื้อต่อการพัฒนาและจัดการความเปลี่ยนแปลงต่างๆได้ดังที่ควรจะเป็น ซึ่งในอนาคตก็จะยิ่งเกิดแรงกดดันต่อวิถีชีวิตทางด้านต่างๆมากยิ่งๆขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ขาดระบบจัดการที่เหมาะสมเพื่อนำเอาประสบการณ์ทางสังคมและทุนทางปัญญาที่มีอยู่เป็นจำนวนมากมาเป็นพื้นฐานสร้างความเข้มแข็งยั่งยืนในการพัฒนาตนเอง ความจำเป็นที่เกิดขึ้นพร้อมกันไปทั้งสองด้านดังกล่าว หากชุมชน ตลอดจนประชาชนพลเมือง มีระบบดำเนินการเพื่อบูรณาการพื้นฐานเดิมของชุมชนกับสภาพแวดล้อมสมัยใหม่ของสังคมให้อยู่ในความสามารถเรียนรู้และพัฒนาวิธีจัดการต่างๆไปตามความเหมาะสมอยู่เสมอ ประชาชนและชุมชนก็จะมีระบบพัฒนาการเรียนรู้เพื่อจัดการความเปลี่ยนแปลงตนเองบนฐานการเรียนรู้และสามารถบูรณาการระบบภูมิปัญญาต่างๆ รวมทั้งสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ สร้างการจัดการระบบภูมิปัญญาที่ดี และพอเพียงกับความเป็นตัวของตัวเอง เข้าไปดำเนินการสิ่งที่ต้องการต่างๆได้อย่างเหมาะสม แนวทางการพัฒนาระบบงานทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษาชุมชนดังต่อไปนี้ จึงนำเสนอพอเป็นแนวทางสำหรับพัฒนาระบบจัดการตนเองของชุมชนให้สอดคล้องกับความจำเป็น รวมทั้งจะเป็นอีกมิติหนึ่งของการปฏิรูปโครงสร้างการจัดการด้านการเรียนรู้ของชุมชน ให้สามารถสนองตอบต่อกับความจำเป็นต่างๆได้ดีขึ้น

การสร้างและสั่งสมภูมิปัญญาในระบบสังคมไทยที่นอกเหนือจากระบบการศึกษาสมัยใหม่นั้น เป็นกระบวนการที่ผสมผสานอยู่ในวิถีชีวิตและในกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรม ตลอดจนอยู่ในบริบทอันแตกต่างหลากหลายไปตามลักษณะท้องถิ่นของภูมิภาคต่างๆ ซึ่งนับว่ามีความสำคัญและเป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษาชุมชนให้มีความต่อยอด เสริมความเข้มแข็ง และสืบทอดการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับชุมชนตามท้องถิ่นต่างๆได้เป็นอย่างดี โดยสภาพที่เป็นทุนเดิมของชุมชนและท้องถิ่นต่างๆ

การสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนที่มีมายาวนาน

ทางเลือกบนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น

เกิดขึ้นจากผลกระทบจากการพัฒนากระแสหลักที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความทันสมัย สร้างผลกระทบมากมายต่อชุมชนท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม  ความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากร ปัญหาความยากจน ความแตกต่างระหว่างรายได้ของคนจนและคนรวย ความแตกต่างระหว่างสังคมเมืองและสังคมชนบท รวมทั้งปัญหาที่เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไปจากเดิม  คนต้องแสวงหาทางเลือกเพื่อความอยู่รอด จึงเกิดการพัฒนาทางเลือกขึ้นโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาของชุมชนโดยคนในชุมชนเอง เพื่อนำเสนอให้สังคมโลกได้รับรู้ว่าการพัฒนากระแสหลักไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเสมอไป  แต่ภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือการพัฒนาทางเลือกต่างหากที่จะก่อให้เกิดความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของชุมชน

สังคมไทยในอดีตล้วนมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบที่แวดล้อมอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆเป็นตัวกำหนดรากฐานทางภูมิปัญญาดั่งเดิมที่สืบทอดมา แม้ว่ากระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงจะเป็นตัวแปรที่ทำให้สูญหายไปบ้า’ตามกาลเวลา แต่ก็ยังคงเหลือร่องรอยอยู่บ้างโดยเฉพาะภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยีท้องถิ่นที่แสดงถึงประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถของชาวบ้านในการดำรงชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ โดยใช้ศักยภาพของตนเองรังสรรค์และถ่ายทอดคุณค่าแห่งภูมิปัญญา ซึ่งเป็นเครื่องบ่งบอกให้เราได้ทราบว่าในบรรพกาล บรรพบุรุษของเราได้สั่งสมวิวัฒนาการความเจริญก้าวหน้าทางอารยธรรม วัฒนธรรมต่างๆที่แสดงถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่

การเรียนรู้ภูมิปัญญาให้เด็กและเยาวชนเป็นผู้สืบทอดภูมิปัญญาจากผู้รู้ในชุมชน เพื่อให้เยาวชนสามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ ถ่ายทอดประมวลผล ตลอดจนสนับสนุนให้เยาวชน และเชื่อมโยงเครือข่ายในการพัฒนาชุมชน และสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มเยาวชนสืบสานภูมิปัญญา ต่อสู้กับกระแสของการรุกของวัฒนธรรมยุคใหม่โดยการรวมกลุ่มเยาวชน และชุมชนโดยตระหนักถึงความสำคัญของชุมชน มีความเข้าใจรากเหง้า ความเป็นวัฒนธรรม แบ่งปัน เกื้อกูลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีการศึกษาเรียนรู้วิถีการดำรงชีวิต ชุมชนภูมิปัญญาพื้นบ้านที่มีมาช้านานบนพื้นฐานของธรรมชาติที่เกี่ยวพันสอดคล้องกันกับวิถีชีวิตชุมชน

ภูมิปัญญาท้องถิ่นสามารถทำให้ความรู้เกิดประโยชน์แก่สังคมปัจจุบันได้

ประการแรกคือการอนุรักษ์ เป็นการบำรุงรักษาสิ่งที่ดีงามไว้ เช่น ประเพณีต่างๆ หัตถกรรม และคุณค่าหรือการปฏิบัติตนเพื่อความสัมพันธ์อันดีกับคนและสิ่งแวดล้อม การฟื้นฟู เป็นการรื้อฟื้นสิ่งที่ดีงามที่หายไป เลิกไป หรือกำลังจะเลิก ให้กลับมาเป็นประโยชน์ การประยุกต์ เป็นการปรับหรือการผสมผสานความรู้เก่ากับความรู้ใหม่เข้าด้วยกัน ให้เหมาะสมกับสมัยใหม่ ซึ่งภูมิปัญญาชาวบ้านเหล่านี้ล้วนแต่เป็นความรู้ของชาวบ้าน ซึ่งได้มาจากประสบการณ์ และความเฉลียวฉลาดของชาวบ้าน รวมทั้งความรู้ที่สั่งสมมาแต่บรรพบุรุษ สืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ระหว่างการสืบทอดมีการปรับ ประยุกต์และเปลี่ยนแปลง จนอาจเกิดเป็นความรู้ใหม่ตามสภาพการณ์ทางสังคมวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม

ความร่วมมือกันในการพัฒนาชุมชนให้ยั่งยืน

การพัฒนาเศรษฐกิจ แม้จะให้ความสำคัญทางด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติในช่วงหลังๆ แต่จุดเน้นในทางปฏิบัติก็ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ทำให้มีผลต่อพฤติกรรม และค่านิยมของประชาชน กล่าวคือ มีพฤติกรรมเลียนแบบตะวันตก ทอดทิ้งเอกลักษณ์ที่ดีงามของไทยหลายอย่าง และมีค่านิยมให้ความสำคัญกับวัตถุมากกว่าจิตใจ นี่คือผลผลิตที่เป็นคนหรือประชาชน และปัจจุบันคนเหล่านี้กำลังอยู่ในวัยที่เป็นหลักรับผิดชอบต่อสังคมส่วนใหญ่อยู่ เป็นวัยที่ถ่ายทอดหลักคิดและค่านิยมแก่คนรุ่นต่อไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อสังคมไทยต่อมา คือ สังคมไทยกลายเป็นสังคมตะวันตกมากขึ้นทุกวัน และยังเป็นสังคมตะวันตกที่ยังไม่สมดุล

การส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น

โดยประชาชนเข้าร่วมมือหรือริเริ่มเอง ถ้าประชาชนไม่รู้จักริเริ่มการใช้เทคนิคกระตุ้นเตือนให้เกิดการริเริ่ม เมื่อประชาชนเข้าร่วมมือกับรัฐจึงทำให้เกิดบทบาทและกรรมวิธีขึ้นอีก เพราะประชาชนต้องปรึกษาหารือกันเอง กำหนดความต้องการ วางโครงการเองแล้วก็ร่วมมือกันเอง แล้วร่วมมือกันปฏิบัติตามโครงการนั้นๆ เพราะว่าวิธีที่ประชาชนคิดทำเอง มีความสำคัญยิ่งกว่าผลงานเสียอีก ตลอดจนความเชื่อมั่นในตนเอง เนื่องจากกำลังที่สำคัญจะสำเร็จได้สมความมุ่งหมาย ก็คือ ประชาชนโดยที่ประชาชนมีความต้องการมีความสามารถอยู่ในตัวประชาชนเอง ซึ่งจัดได้ว่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญ

การเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนในการปรับตัว และลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ อันเป็นเป็นจากภาวะโลกร้อน มุ่งเน้นการทำความเข้าใจร่วมของสมาชิกในชุมชนเป้าหมายเกี่ยวกับปัญหา สาเหตุ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศต่อชุมชนของตนเอง โดยการจัดเวทีการวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชุมชนจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นจุดเชื่อมในการสร้างความเข้าใจถึงปัญหาสาเหตุของภาวะโลกร้อน และการพัฒนาแผนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการปรับวิถีการดำรงชีพ

การพัฒนาชุมชน/ท้องถิ่นให้เข้มแข็ง

จำเป็นต้องเริ่มต้นที่การพัฒนาคนให้รู้จักตัวเอง รู้ปัญหาของตนเองและชุมชน รู้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน ตลอดจนมีการเชื่อมโยงและประสานงานกับหน่วยงานภายนอกเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่สอดคล้องและเหมาะสมกับพื้นที่จนเกิดชุมชนพึ่งตนเองได้ พร้อมทั้งนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์เป็นแนวทางการดำเนินงาน เน้นการพึ่งตนเอง โดยสร้างสังคมแห่งการเอื้ออาทรพึ่งพาอาศัยกันนำไปสู่วิธีการคิดและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของชุมชน/ท้องถิ่นต่อไป